ผู้เขียน หัวข้อ: กับดักของความเกลียดชัง  (อ่าน 1685 ครั้ง)

george

  • เจ้าของบ้าน
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 549
    • WoodworkingThai
กับดักของความเกลียดชัง
« เมื่อ: มิถุนายน 29, 2010, 06:28:35 PM »
วันนี้ได้อ่านบทความใน หนังสือพิมพ์ซึ่งยกบางส่วนของบทความของท่าน ว.วชิรเมธี ว่า....

ผู้ รู้คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “หากคุณมีปืนอยู่ในมือ  คุณฆ่าคนได้อย่างดีก็เท่าจำนวนกระสุน แต่หากคุณมีความเกลียดชังอยู่ในมือ คุณสามารถฆ่าคนได้ไม่จบสิ้น” ความเกลียดชัง จึงเป็นอาวุธมหาประลัยที่ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าอาวุธปรมาณู                 

ผมเห็นน่าสนใจมากเลยไปหาบทความเต็มๆ มาให้ทุกท่านที่สนใจใคร่อ่าน... ถ้าสนใจก็เชิญครับ... เจ๋ง

ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งๆ ที่เมืองไทยเพิ่งผ่านการรัฐประหารมาเมื่อปี ๒๕๔๙ แต่ผ่านมาเพียงปีเดียว กลิ่นรัฐประหารก็โชยมาอีกแล้ว  แต่กรุ่นกลิ่นรัฐประหารคราวนี้ไม่ได้โชยมาแบบโดดเดี่ยว ทว่ายังมีกลิ่นของ “ความเกลียดชัง” ตามมาเป็นของแถมอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงอีกด้วย   อาการแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค  เป็น ผู้นำประเทศ เป็นผู้ใหญ่ระดับสูงสุดของบ้านเมือง ที่แสดงออกต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถนนมัฆวานเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ ๓๑ นับว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่สะท้อนให้เห็นถึง “หน่ออ่อน” ของความเกลียดชังที่กำลังงอกงามขึ้นมาไม่เฉพาะในใจของผู้นำประเ ทศเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่า เมล็ดพันธุ์และหน่ออ่อนของความเกลียดชังเช่นนั้น กำลังแตกหน่อต่อใบและขยายตัวแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งสังคมไทยทุกหย่ อมหญ้าด้วย                   

             วิกฤติ การเมืองคราวนี้ ส่งผลรุนแรงลึกซึ้งลุกลามเข้ามาแม้กระทั่งในกำแพงวัด พระสงฆ์องคเจ้าจำนวนไม่น้อย หากไม่เจริญสติให้ดี ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเลือกข้างไปโดยอัตโนมัติ เพราะเงื่อนไขทางศาสนาบางประการ ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองด้วย                 

               ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง  “ความเกลียดชัง” นับเป็นอาวุธที่แหลมคมและอันตรายยิ่งกว่ารถถัง ระเบิด และของมีคมทุกชนิด  แต่มีสักกี่คนที่ตระหนักถึงมหันตภัยของไวรัสแห่งความรุนแรงชนิด นี้                 

            นักการเมืองพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญ  โดย พวกเขาหลงลืมไปว่า บางทีเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว พวกเขาอาจไม่สามารถแก้ความเกลียดชังออกจากหัวใจคนไทยได้อีกเลย ความเกลียดชังที่แผ่ซึมซ่านไปในหัวใจของคนไทยที่ถือหางพรรคและน ักการเมืองต่างกัน คือ ระเบิดเวลาที่รอจังหวะระเบิด และหลายฝ่ายเชื่อว่าน่าจะใช้เวลาอีกไม่นาน               

              คนเรานั้น โดยพื้นฐานต่างก็เป็น “มนุษยชาติ” เหมือนกัน คือ เกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกัน รักตัวกลัวตายเหมือนกัน ร่วมกฎแห่งกรรมเดียวกัน อยู่ในโลกใบเดียวกัน แต่แล้ว ทั้งๆ ที่เราเป็น “มนุษยชาติ” เหมือนกัน ทว่าต่อมาพอมี “ผลประโยชน์” เกิดขึ้น  เราต่างก็พากันหลงลืมความเป็นมนุษยชาติของตัวเอง แล้วก็เริ่มมองเพื่อนมนุษย์ด้วยสายตาแห่ง “อคติ” และคนที่ขัดผลประโยชน์กับเรา ความเป็นมนุษยชาติของเขาก็ถูกประเมิณค่าให้มีความสำคัญน้อยลง  เมื่อ เราตีค่าใครบางคนให้มีความเป็นคนน้อยลง เราก็ไมรู้สึกผิดอีกต่อไป ที่จะทำร้ายคนเช่นนั้น อาการเหยียดเพื่อนมนุษย์ด้วยความรู้สึกเกลียดชังนี้เอง คือ สัญญาณเบื้องต้นของการทำลายล้างซึ่งกันและกันระหว่างมนุษยชาติด ้วยกันเอง             

                น่า เศร้าที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทว่านับวัน เรากลับเกลียดคนที่เราไม่เคยรู้จัก ไม่เคยทะเลาะ ไม่เคยขัดแย้งได้อย่างง่ายดาย เพียงเพราะเขาเหล่านั้น รักและศรัทธาพรรคและนักการเมืองต่างไปจากเรา                 

                  ผู้รู้คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “หากคุณมีปืนอยู่ในมือ  คุณฆ่าคนได้อย่างดีก็เท่าจำนวนกระสุน แต่หากคุณมีความเกลียดชังอยู่ในมือ คุณสามารถฆ่าคนได้ไม่จบสิ้น” ความเกลียดชัง จึงเป็นอาวุธมหาประลัยที่ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าอาวุธปรมาณู                 

                 หากเรายังไม่หลงลืมประวัติศาสตร์  เราก็คงจะยังจำได้ว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น ฮิตเล่อร์  ซึ่งเกลียดชาวยิว  ได้ฆ่าคนยิวไปกว่า ๖ ล้านคน
                พอลพตเคยบ้าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ จึงเข่นฆ่าชาวเขมรด้วยความเกลียดชังไปกว่า ๒ ล้านคน  พระสงฆ์ นักวิชาการ ปัญญาชน อีกนับไม่ถ้วนต้องลี้ภัยสงครามกลางเมืองเหมือนตกนรกทั้งเป็นอีก นับไม่ถ้วน

               ทหาร ญี่ปุ่นบุกเข้าไปในเมืองนานกิง อดีตเมืองหลวงแห่งหนึ่งของประเทศจีน และทำการข่มขืนเด็ก ผู้หญิง กระทำทารุณกรรมชาวบ้าน และฝังทั้งเป็นชาวจีนกว่า ๓ แสนคนภายในสัปดาห์เดียว

               ชาว ญี่ปุ่นที่บริสุทธิ์เคยถูกทหารอเมริกันถล่มด้วยอาวุธปรมาณูท ั้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ เสียชีวิตทันทีกว่า ๕ แสนคน บาดเจ็บ ล้มตาย และได้รับภัยจากกัมมันตภาพรังสีอีกกว่าล้านคน

                 ใน ยุคมืดของยุโรป ซึ่งเต็มไปด้วยความเกลียดชังและการเข่นฆ่าเนื่องมาจากความขัดแย ้งทางศาสนาและการเมืองเขม็งเกลียวสูงสุดนั้น มีคนถูกฆ่า ถูกเผาทั้งเป็น เฉพาะที่สเปนก็ปาเข้าไปกว่า ๘ หมื่นคน                 

                ใน สมัยกรุงศรีอยุธยา ทหารพม่าและทหารไทยเข่นฆ่ากันด้วยความเกลียดชัง บาดเจ็บ ล้มตายนับไม่ถ้วน สงครามระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองแห่งนี้ ยังคงทิ้งบาดแผลให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนานแม้กระ ทั่งปัจจุบัน

                   ความเกลียดชังเดินทางข้ามกาลเวลาได้อย่างเหลือเชื่อ !                 

              นี่ ยังไม่นับสงครามกลางเมืองระหว่างชาวอิสราเอล ชาวปาเลสไตน์ และกลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงกับรัฐบาลอเมริกัน ที่ยังคงสู้รบกันทุกรูปแบบอย่างไม่รู้จบสิ้น               
                  ประวัติ ศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ ได้ให้บทเรียนแก่เราว่า เบื้องหลังของการประหัตประหารไม่ว่าระหว่างคนต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง ล้วนมี “ความเกลียดชัง” เป็นเชื้อปะทุที่สำคัญที่สุด                 

                  เมื่อความเกลียดชังเข้าสิงใจใครบางคนแล้ว  แม้คนที่อยู่เบื้องหน้าเรา  เขา อาจไม่เคยเห็นเรามาก่อนเลย หรือเราอาจไม่เคยรู้จักเขามาก่อนแม้แต่น้อย แต่เพราะความเกลียดชังนำพาให้มาเผชิญหน้ากัน เราก็อาจฆ่าคนที่เราไม่รู้จักเช่นนั้นได้อย่างง่ายดาย และในบางกรณี เราอาจเข่นฆ่าเขาด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข             
                       ในโลกนี้ ไม่มีบาปใดจะรุนแรงยิ่งไปกว่า การที่ใครบางคนลงมือทำบาปด้วยความรู้สึกเป็นสุขในหัวใจเป็นไม่ม ีอีกแล้ว

               เมืองไทยของเรานั้น  เป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา เป็นเมืองแห่งสันติและเสรีภาพ เราเคยภูมิใจกับฉายา “สยามเมืองยิ้ม” ของประเทศมาอย่างยาวนาน
             
                 น่าสงสัยว่า มาถึงวันนี้แล้ว  สภาพเมืองแห่งพุทธศาสนา ซึ่งมีความหมายต่อมาว่า เมืองแห่งความสุขสงบนั้น จะยังคงอยู่อีกนานแค่ไหน  ความเป็น “สยามเมืองยิ้ม” จะยังคงใช้ได้ดีอีกหรือเปล่า เมื่อกล่าวแนะนำเมืองไทยต่อชาวต่างชาติ             

                 รัฐบาล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พี่น้องคนไทยทุกภาคส่วน  เรารักประเทศไทยกันใช่ไหม  ?  ทำอย่างไร เราจึงจะร่วมกันถอดชนวนแห่งความรุนแรงออกไปจากสังคมไทยได้สำเร็ จ                   

                 ควรจะถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะลุกขึ้นมาสังสรรค์เสวนา เพื่อสืบค้นหาว่า เราคนไทย “เกลียดชัง” กันและกัน และได้นำพาสังคมของเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความเกลียดชังและค วามรุนแรงมวลรวมประชาชาติได้อย่างถี่กระชั้นเช่นนี้ได้อย่างไร   ?                 

              บางที ปัญหาทางการเมือง  อาจไม่จำเป็นต้องแก้ด้วยการเมืองอีกต่อไป  แต่อาจจำเป็นต้องแก้ด้วย “การคิดที่ถูกต้อง” ของคนทั้งประเทศร่วมกัน
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น...
Facebook : https://www.facebook.com/WoodworkingThai-121237538251972/